Sentence Similarity
sentence-transformers
Safetensors
xlm-roberta
feature-extraction
Generated from Trainer
dataset_size:3760
loss:MultipleNegativesRankingLoss
text-embeddings-inference
Instructions to use Keetawan/bge-m3-th-news with libraries, inference providers, notebooks, and local apps. Follow these links to get started.
- Libraries
- sentence-transformers
How to use Keetawan/bge-m3-th-news with sentence-transformers:
from sentence_transformers import SentenceTransformer model = SentenceTransformer("Keetawan/bge-m3-th-news") sentences = [ "ปลัดกระทรวงการคลัง ลวรณ แสงสนิท เปิดเผยว่า การประชุมอนุกรรมการกลั่นกรองโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ที่มี พิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯ และ รมว.คลัง เป็นประธาน จะมี การนำข้อเสนอโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจต่างๆ เข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจที่มี นายกฯ แพทองธาร ชินวัตร นั่งเป็นประธานการประชุมอีกรอบ โฟกัสไปที่ การ ทบทวนแผนการใช้งบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1.57 แสนล้าน ที่จะนำไปใช้กับมาตรการดูแลผู้ที่ได้รับผลกระทบจาก นโยบายภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯ จากเดิมที่เตรียมนำงบประมาณดังกล่าวสำหรับรองรับ โครงการเติมเงิน 10,000 บาท ผ่านดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3-4 สำหรับประชาชนทั่วไป\n\nทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ได้ส่งรายการที่เสนอให้มีการทบทวนให้คณะกรรมการฯพิจารณา ส่วนงบประมาณจำนวน 1.57 แสนล้านจะเพียงพอที่จะนำไปใช้ในโครงการรับมือกับมาตรการภาษีตอบโต้ของสหรัฐฯหรือไม่เป็นอีกเรื่อง\n\nซึ่งในประเด็นนี้ รัฐบาลโดย กระทรวงการคลัง ได้เสนอให้มีการกู้เงินเพื่อนำมาใช้ในการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมอีกจำนวน 5 แสนล้านบาท แต่ติดปัญหาระเบียบการเงินการคลังของประเทศ ดังนั้นจึงมีการเสนอให้ออก โทเคนดิจิทัลของรัฐบาลหรือ G Token เป็นการระดมทุนแทนการกู้เงินโดยตรง\n\nปรากฏว่า เมื่อวันที่ 3 เม.ย.ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ทำหนังสือเวียนความเห็นของ ธปท.ต่อ การขออนุมัติวิธีการกู้เงินตามกฎหมายว่าด้วยการบริหารหนี้สาธารณะ ในรูปแบบ การออกโทเคนดิจิทัล ลงนามโดยผู้ว่าการ ธปท. เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ในกรณีที่สำนักเลขาธิการ ครม. มีหนังสือลับ ด่วนที่สุด แจ้งว่ากระทรวงการคลังเสนอ ครม. พิจารณาวิธีการกู้เงินในรูปแบบ จี โทเคน ให้เหตุผลว่า เพื่อพัฒนากลไกการบริหารหนี้สาธารณะให้มีประสิทธิภาพ ภาครัฐสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนที่หลากหลายมากขึ้น ตลอดจนเป็นการส่งเสริมการออมของประชาชนและขอให้ ธปท.เสนอความเห็นประกอบการพิจารณาของ ครม.ด้วย\n\n...\n\nสรุปว่า การออกโทเคนดิจิทัลเป็นการระดมทุนที่รัฐบาลนำมาประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำธุรกรรมให้สะดวก รวดเร็ว เป็นทางเลือกในการออมการลงทุนของประชาชน เป็นตราสารทางการเงินที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ จึงจำเป็นต้องมีระบบกระบวนการที่มีประสิทธิภาพและปลอดภัย รวมทั้งมีการคุ้มครองประชาชนเทียบเท่าพันธบัตรรัฐบาล ต้องอยู่ภายใต้กรอบของกฎหมาย ภายใต้ พ.ร.บ.หลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ ต้องเป็นไปตามกรอบวินัยการเงินการคลังเช่นเดียวกับการกู้ยืมเงินภายใต้กฎหมายว่าด้วยหนี้สาธารณะ ต้องไม่ขัดกับ พ.ร.บ.เงินตรา พ.ศ.2501 และต้องไม่นำมาใช้เป็นสื่อกลางในการชำระเงิน การระดมทุนด้วยการออกจี โทเคน ควรทดสอบในวงจำกัดก่อนเพื่อให้เกิดความมั่นใจ เพราะมีไม่กี่ประเทศที่ออกจี โทเคน เพื่อระดมทุน จบข่าว.\n\nหมัดเหล็กmudlek@thairath.co.th\n\nคลิกอ่านคอลัมน์ “คาบลูกคาบดอก” เพิ่มเติม", "“นายกฯ อิ๊งค์” รับทบทวนแจก “เงินดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3” หลังประชุมบอร์ดนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ โยนคลังแถลงต่อ\n\nเมื่อเวลา 16.05 น. วันที่ 19 พฤษภาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ ครั้งที่ 2/2568 ถึงโครงการดิจิทัลวอลเล็ตเฟส 3 โดยผู้สื่อข่าวถามว่าสรุปเดินหน้าต่อหรือต้องทบทวน โดยนายกรัฐมนตรีตอบกลับสั้นๆ ว่า“ทบทวนค่ะ เดี๋ยวให้กระทรวงการคลังแถลง”", "กกต. แจง ไม่ได้รับเรื่องแจ้งจากผู้ตรวจการเลือกตั้ง กรณีฮั้วเลือก สว. ในวันเลือกระดับประเทศ พบยื่นแจ้งต่อประธาน กกต. หลังผ่านวันไปแล้ว พร้อมชี้ 6 มาตรการดักทางทุจริต\n\nวันที่ 20 พฤษภาคม 2568 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงกรณีที่มีบางสื่อนำเสนอข่าวว่า นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ไม่ได้ดำเนินการกรณีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ตามที่มีการแจ้งว่าจะมีโพยฮั้ว สว. ซึ่งเป็นการเอื้อให้มีการฮั้วในวันเลือกระดับประเทศ 26 มิถุนายน 2567 ที่เมืองทองธานี โดยชี้แจงว่า\n\n1.ในวันดังกล่าวไม่ได้ปรากฏว่ามีผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดผู้ใดรายงานการกระทำผิดตามแบบรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยผู้ตรวจการเลือกตั้งข้อ 32 แต่อย่างใด ซึ่งหากพบการกระทำผิด เป็นหน้าที่ของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ต้องรายงาน กกต. ทันทีเพื่อดำเนินการตามหน้าที่และตามอำนาจต่อไปและแบบรายงานดังกล่าวจะเป็นต้นเรื่องเพื่อให้สำนักงาน กกต. พิจารณาดำเนินการตามระเบียบ กกต. ว่าด้วยการสืบสวนไต่สวนและวินิจฉัยชี้ขาด ปี 2561 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติมฉบับที่ 5 ปี 2566 ต่อไป แต่ปรากฏภายหลังการเลือก ส.ว. ระดับประเทศ ผ่านไปแล้วว่าผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัดได้ยื่นแบบรายงานการเลือกตั้ง ลงวันที่ 28 มิถุนายน 2567 ต่อประธาน กกต. ซึ่งผ่านการเลือกระดับประเทศไปแล้ว\n\n2.ในวันเลือกระดับประเทศ พนักงานสืบสวนที่ถูกสั่งให้ไปปฏิบัติหน้าที่รับเรื่องร้องเรียน หรือร้องคัดค้านในการกระทำผิดในสถานที่เลือก ก็ไม่ได้รายงานว่ามีผู้ตรวจการเลือกตั้งจังหวัดผู้ใดยื่นแบบรายงานต่อพนักงานสืบสวน หรือมีผู้สมัครคนใดมาร้องหรือให้ถ้อยคำต่อพนักงานสืบสวน ที่จุดรับเรื่องร้องเรียนในสถานที่เลือก ถึงเหตุที่มีการกระทำผิดตามกฎหมายแต่อย่างใด ซึ่งการนำเสนอข่าวดังกล่าวที่มีการแจ้งว่ามีการกระทำผิดนั้นจึงไม่เป็นความจริง\n\n...\n\nทั้งนี้ เพื่อประโยชน์แห่งความสุจริตและเที่ยงธรรมในสถานที่เลือก กกต. และผู้อำนวยการเลือกตั้งระดับประเทศ มีมาตรการเพื่อการเลือกเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม 6 มาตรการ ซึ่งประกอบไปด้วย\n\n1. จัดให้มีจุดรับเรื่องร้องเรียนเรื่องที่กระทำผิดอันอาจเป็นความผิดในสถานที่เลือก2. จัดสถานที่ให้สื่อมวลชนสังเกตการณ์มองได้อย่างชัดเจน3. อนุญาตให้ผู้สังเกตการณ์จากต่างประเทศ ตัวแทนจากสถานทูตประจำประเทศไทย หรืออียู และองค์กรเอกชนไทย เข้าไปสังเกตการณ์ในสถานที่เลือก4. สั่งให้ผู้ตรวจการเลือกตั้งระดับจังหวัดกรุงเทพมหานครและปริมณฑล เข้าไปตรวจในสถานที่เลือก5. บันทึกภาพวิดีโอจากกล้องวงจรปิด ตั้งแต่เหตุการณ์ผู้มาสมัครรายงานตัว การลงคะแนน การนับคะแนน การประกาศผลคะแนน6. สั่งการให้ชุดสืบสวนหาข่าวแฝงตัวในพื้นที่สถานที่เลือกและโรงแรมที่ผู้สมัครมาพักโดยรอบ เพื่อหาข่าวเกี่ยวกับการกระทำความผิดก่อนวันเลือกจนถึงสิ้นสุดกระบวนการเลือก\n\nพร้อมแนบตัวอย่างเอกสารแบบรายงานของผู้ตรวจการเลือกตั้งประจำจังหวัด ที่จะมีการบันทึกแจ้งเหตุการกระทำผิดกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งและพรรคการเมืองหรือการกระทำใดที่เป็นเหตุให้การเลือกไม่สุจริตและเที่ยงธรรมชอบด้วยกฎหมาย 2 หน้ากระดาษ ซึ่งเป็นเอกสารลับ.", "“อนุทิน” ยืนยันไม่โหวตคว่ำ พ.ร.บ. งบประมาณปี 2569 ศาลไต่สวนชั้น 14 ไม่เกี่ยวรัฐบาล โวผ่าตัดเลนส์ตามองอนาคตชัด เชื่อรัฐอยู่ครบเทอม บอก “กล้าธรรม” เติบโต ไม่คานอำนาจภูมิใจไทย คุย “ธรรมนัส” ตลอด\n\nวันที่ 19 พ.ค. 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า วันนี้มาต้อนรับประธานาธิบดีอินโดนีเซียกันพร้อมหน้าพร้อมตา ทุกอย่างเป็นปกติดี ส่วนที่มีการมองว่า พรรคเพื่อไทยจับมือกับพรรคกล้าธรรม ส่วนทางภูมิใจไทยก็จับมือกับนายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค หัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ เพื่อต่อรองอะไรหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ภูมิใจไทยร่วมมือกับทุกพรรค แม้กระทั่งฝ่ายค้าน ถ้าเกิดทำเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อบ้านเมืองต่อประชาชนพร้อมหมดทุกอย่าง เราเอาประชาชนเป็นหลัก พร้อมยืนยันไม่มีการโหวตคว่ำร่าง พ.ร.บ. งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2569 ขอยืนยันไม่รู้ใครไปพูด เราทำงบประมาณมาด้วยกัน และผ่านคณะรัฐมนตรีเป็นที่เรียบร้อย งบประมาณมีประโยชน์ต่อประเทศและประชาชน กระทรวงมหาดไทยกระทรวงเดียวที่ตนดูแลอยู่ก็ 4 แสนล้านบาท กระทรวงศึกษาธิการประมาณ 5 แสนล้านบาท กระทรวงอุดมศึกษาฯ อีก 2 แสนล้านบาท และกระทรวงแรงงานอีก 2-3 หมื่นล้านบาท เฉพาะในส่วนงบประมาณที่ตนกำกับดูแล ก็เกือบล้านล้านบาท ถ้าเห็นชอบหรือโหวตคว่ำจะผ่าน ครม. ได้อย่างไร และยังมีกระทรวงอื่นๆ อีก ดังนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาล เป็นเรื่องของประชาชนเราต้องให้การสนับสนุนอยู่แล้ว เพราะเป็นงบประมาณที่เราทำเอง\n\nส่วนการเติบโตของพรรคกล้าธรรม เป็นการคานอำนาจพรรคภูมิใจไทยในรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินกล่าวว่า ไม่มี ทุกพรรคการเมืองก็ต้องการเติบโต และพรรคไหนก็ตามที่สามารถรับใช้ประชาชนได้ ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจ พรรคนั้นก็จะเติบโตเหมือนพรรคภูมิใจไทย พร้อมยอมรับคุยกับร้อยเอกธรรมนัส พรหมเผ่า สส. พะเยาและที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรมอยู่ตลอดเวลา ทำงานร่วมกันตลอด\n\n...\n\nคดีชั้น14 ไม่เกี่ยวรัฐบาล\n\nนายอนุทินยืนยันด้วยว่ารัฐบาลมีความเข้มแข็ง ทุกวันนี้ก็ 320 กว่าเสียง ยิ่งมีสมาชิกมาเพิ่มในพรรคกล้าธรรม ก็ทำให้รัฐบาลเข้มแข็งมากขึ้น ตนก็ไปผ่าตัดเลนส์ตาได้อย่างสบายใจ ส่วนกรณีศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดไต่สวนคดีชั้น 14 ซึ่งเกี่ยวกับนายทักษิณ ชินวัตร ในวันที่ 13 มิถุนายน จะเป็นจุดอันตรายกับรัฐบาลหรือไม่ นายอนุทินยืนยันว่า ไม่เกี่ยวกับรัฐบาล อันนั้นเป็นเรื่องของกระบวนการยุติธรรม ส่วนรัฐบาลเป็นเรื่องของฝ่ายบริหารประเทศ ไม่ว่าอะไรเกิดขึ้นรัฐบาลก็ยังอยู่บริหารประเทศไทย เพราะมันแยกโดยสามเส้าของอำนาจอธิปไตยอยู่แล้ว ฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติ และตุลาการ ไม่เกี่ยวข้องกัน\n\nต้องแยกแยะเรื่องส่วนตัว\n\nส่วนความเป็นพ่อลูกระหว่างนายทักษิณกับนายกรัฐมนตรี ต้องเกี่ยวพันกันอยู่แล้วนั้น นายอนุทินกล่าวว่า คนที่เติบโตมีภาระรับผิดชอบ มาถึงในระดับบริหารได้ ทุกคนไม่เฉพาะคนใดคนหนึ่ง ต้องแยกแยะถูก ว่าอันไหนเป็นเรื่องส่วนตัว เรื่องของประเทศ และของประชาชน ถ้าเรื่องส่วนตัวเอามารวมไม่ได้ ถ้ารวมกันก็ทำงานไม่ได้ และยังไม่เห็นใครในรัฐบาลเอาเรื่องส่วนตัวและส่วนรวมมาผสมกันแล้วมาทำงาน\n\nโวเห็นรัฐบาลอยู่ครบเทอม\n\nส่วนวันนี้เป็นวันแรกที่ สว. ไปให้ปากคำกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. ได้ให้กำลังใจอย่างไรเพราะพลเอกเกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภาคนที่หนึ่ง ก็เป็นเพื่อนกับนายอนุทินนั้น นายอนุทินกล่าวว่า ไม่ทราบ อันนั้นเป็นอำนาจของนิติบัญญัติ ตนชัดเจน เพื่อนก็เพื่อนงานก็งาน“ตอนนี้ผมแต่เรื่องการทำงาน สายตาที่เคยขุ่นมัว เปลี่ยนเลนส์เรียบร้อยแล้ว ตอนนี้ชัดใสปิ๊ง กลับมาหล่อเหมือนเดิม และเห็นอนาคตรัฐบาลชัด อยู่ครบเทอม”" ] embeddings = model.encode(sentences) similarities = model.similarity(embeddings, embeddings) print(similarities.shape) # [4, 4] - Notebooks
- Google Colab
- Kaggle
Welcome to the community
The community tab is the place to discuss and collaborate with the HF community!